สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มธุรกิจออนไลน์

4

คุณเคยสังเกตหรือไม่ “ทำไมธุรกิจขนาดใหญ่ถึงประสบความสำเร็จด้วยการตลาดดิจิตอล” !! และหากธุรกิจของเรามีขนาดเล็ก (SME)จะสามารถประสบความสำเร็จ เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยต้นทุนการตลาดที่ไม่สูงเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านช่องทางการตลาดดิจิตอลได้หรือไม่ !!

เชื่อว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กและระดับกลางต่างคิดว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ล้วนมาจากการมีต้นทุนในการตลาดที่สูง เพราะต้นทุนเป็นตัวนำสื่อ เพื่อเพิ่มช่องทางในการโปรโมทธุรกิจผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก เพราะสิ่งที่จะได้หลังจากนั้นคือ กำไรจากการขาย …. ซึ่งจริงๆแล้วต้นทุนที่สูงก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด  !! แต่ต่อจากนี้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไป เมื่อนักการตลาดดิจิตอลได้ค้นพบวิธีที่จะรองรับให้ธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแต่ต้นทุนในการทำการตลาดที่สูงเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ เพียงแค่เลือกการตลาดออนไลน์เท่านั้น

ซึ่งนักการตลาดดิจิตอลได้กำหนดลำดับและขั้นตอนก่อนการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อผู้ประกอบการธุรกิจ (SME)จะได้ประโยชน์จากกระบวนการนี้  ในการเรียนรู้ “วิธีการ” ก่อนจะ”เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์”  ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามในสิ่งที่นักการตลาดดิจิตอลได้ระบุไว้  ด้วย  4 ขั้นตอน ที่คุณควรเริ่มต้นก่อนทำธุรกิจออนไลน์  ด้วยการกระทำดังต่อไปนี้:

1.ศึกษา ค้นคว้า การตลาดออนไลน์

หากคุณเริ่มทำการตลาดออนไลน์ แต่คุณให้ความสำคัญกับสินค้าเป็นอันดับแรก มากกว่าการตลาดถือว่าคุณทำผิดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม !!

การสร้างโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จบนโลกดิจิตอล คุณจำเป็นต้องเริ่มด้วยการตลาด เคล็ดลับคือ การดูตลาดในช่วงนั้น ว่าตอนนี้ผู้คนต่างๆกำลังมองหาอะไร สินค้าอะไร และปัญหาที่พวกเขาต้องการแก้ไข ด้วยการทำวิจัยการตลาดออนไลน์ เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้การวิจัยนั้นแคบและเจาะจงประชากรที่มีความต้องการสิ่งๆนั้นได้ง่าย และแม่นยำ

– เยี่ยมชมฟอรั่มสินค้าออนไลน์เพื่อดูว่า คำถามไหนมีผู้ตั้งคำถามมากที่สุด (ณ ช่วงเวลานั้น) ที่รวมอยู่ภายใต้ขอบเขตของปัญหาและวิธีแก้ปัญหา.

– ตรวจสอบการค้นหาคำหลักไหนบ้างในช่วงเวลานั้น ที่มีผู้คนค้นหามากที่สุดและรองลงมาตามลำดับ

– ตรวจสอบคู่แข่งที่มีศักยภาพของคุณโดยการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของพวกเขา และจดบันทึกในสิ่งที่พวกเขามีและไม่มีอยู่ในเว็บไซต์ เช่น สินค้า และGenerate ต่างๆของเว็บไซต์

จากนั้นคุณสามารถใช้สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการจดบันทึก การศึกษาเรื่องการตลาดเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดก่อนเริ่มทำการตลาดออนไลน์  เพราะสิ่งที่คุณได้จากการศึกษา คุณสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมากำหนดรากฐานในเว็บไซต์คุณ และขยายไอเดียหรือต่อยอดในส่วนผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างมากกว่าคู่แข่ง

2.ออกแบบเว็บไซต์

เมื่อคุณได้ศึกษาทิศทาง ทางการตลาดและเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของคุณเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้คุณก็พร้อมสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งคุณโปรดจำข้อนี้ให้ขึ้นใจว่าการทำเว็บไซต์ต้อง “ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย และรวดเร็ว” เพราะคุณมีเวลาเพียง 5 วินาที เพื่อดึงดูดความสนใจของใครบางคนที่เข้าชมเว็บไซต์คุณ มิฉะนั้นพวกเขาจะออกไปและอาจไม่กลับมาอีกก็เป็นได้ ดังนั้นเคล็ดลับที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเข้าไปครองใจผู้ชม   :

– เลือกหนึ่งหรือสองตัวอักษรธรรมดาบนพื้นสีขาว

– การนำทางจากหน้าหนึ่ง ไปยังอีกหน้าหนึ่ง ต้องง่ายและชัดเจน และมีลักษณะเหมือนกันในทุกๆหน้า

– ทำให้ง่ายต่อการซื้อไม่ควรเกินสองคลิกสำหรับการเข้าชมสินค้า

– ใช้กราฟิก หรือวิดีโอในการโต้ตอบกับลูกค้าผ่านทางข้อความ

– เว็บไซต์ของคุณต้องมีหน้าสนทนาออนไลน์ระหว่างคุณกับลูกค้า หรือลูกค้าด้วยกัน

3.เรียนรู้และหาหนทางขยายธุรกิจด้วย search engine

search engine นำความต้องการของผู้ซื้อไปยังเว็บไซต์คุณ !!

เมื่อคุณออกแบบเว็บไซต์เสร็จสิ้นขั้นต่อมาก็คือศึกษาโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก (Pay-Per-Click) คือ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะนำผู้ซื้อไปสู่เว็บไซต์ของคุณ หากมีจุดประสงค์ที่สอดคล้องกัน เพราะ Search Engineเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสิ่งนี้มีข้อได้เปรียบอยู่ 2 ข้อ สำหรับเว็บไซต์คุณ  ข้อแรกการโฆษณา PPC จะปรากฏขึ้นบนหน้าการค้นหาทันที เมื่อมีผู้ค้นหาใส่ keywords ที่ตรงกับผลิตภัณฑ์หรือใกล้เคียงกับคุณ  และสองโฆษณา PPC ช่วยให้คุณสามารถทดสอบคำหลักที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับ headline, ราคาและวิธีการขาย  ไม่เพียงแต่คุณจะได้ผู้เข้าชมเว็บไซต์คุณ แต่คุณสามารถใช้โฆษณา PPC เพื่อค้นหาคำหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด แล้วนำมาแปลงเป็นคำหลักของเว็บไซต์คุณได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะช่วยในการจัดอันดับการค้นหาได้เช่นกัน

4.สร้างชื่อเสียงด้วยตัวคุณเอง

อยากจะครองใจลูกค้า เว็บไซต์ต้องเป็นอะไรที่มากกว่าธุรกิจ !!

เราต่างหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งเว็บไซต์คุณต้องเป็นอะไรที่ให้มากกว่าการขาย นั่นคือ ประโยชน์ของผู้เข้าชม  คุณจำเป็นต้องเผยแพร่ความรู้และข้อมูลต่างๆแบบฟรีๆ ซึ่งเนื้อหาต้องอยู่ภายใต้บริบทของผลิตภัณฑ์เดียวกับคุณ เช่น หากธุรกิจคุณขายยาสีฟัน คุณก็ต้องให้ความรู้เรื่อง การรักษาฟัน เป็นต้น  สิ่งนี้จะเพิ่มผู้เข้าชมได้ เนื่องจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตล้วนหาข้อมูลต่างๆที่พวกเขาอยากรู้ผ่าน search Engine และบทความความรู้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดี ที่จะนำพาผู้ค้นหาเข้าสู่เว็บไซต์คุณ โดยที่ผู้เข้าชมไม่เคยรู้จักเว็บไซต์ของคุณมาก่อนหากข้อมูลที่พวกเขาต้องการตรงกับเนื้อหาของคุณ และเมื่อคุณทำโฆษณาPPCเว็บไซต์ของคุณมีโอกาสที่จะติดอันดับสูงและจะมีผู้เข้าชมเพิ่มมากขึ้น จนอาจเปลี่ยนเป็นผู้ซื้อ

– เผยแพร่เนื้อหาแบบฟรีๆ สร้างบทความ, วิดีโอ, หรือเนื้อหาอื่นๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์ และกระจายเนื้อหาที่ผ่านไดเรกทอรีบทความออนไลน์หรือเว็บไซต์สื่อสังคม

– สร้างเนื้อหาแบบผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น และเนื้อหาต้องเป็นจริงเสมอ

คุณจะสามารถเข้าถึงผู้อ่านใหม่ๆได้เสมอ ผ่านเว็บไซต์อื่นๆที่ทำการแชร์เนื้อหาของคุณ เพราะเนื้อหานี้จะเชื่อมโยงกลับไปที่คุณ

 

Posted in ธุรกิจ | Comments Off on สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มธุรกิจออนไลน์

แหล่งสำหรับจัดหาเงินทุนทางธุรกิจ

ผู้จัดการทางการเงินมีหน้าที่ต้องตัดสินใจว่า ควรจะจัดหาเงินทุนมาจากแหล่งใดและจะจัดหาด้วยสัดส่วนเท่าใด จึงจะทำให้ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนทางการเงิน (financial cost) ต่ำที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่เกิดความเสี่ยงภัยทางการเงิน (financial risk) มากจนเกินไป

97M5OSX1XF02XIH93HZRZZYR9

การจัดหาเงินสามารถจัดหาได้จาก 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ

  1. แหล่งเจ้าหนี้หรือหนี้สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
  2. หนี้สินระยะสั้น ได้แก่ การซื้อเชื่อ การเบิกเกินบัญชี ตั๋วเงินจ่าย รายได้รับล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เป็นต้น
  3. หนี้ระยะปานกลาง ได้แก่ การเช่าทรัพย์สิน การซื้อผ่อนชำระ เป็นต้น
  4. หนี้สินระยะยาว ได้แก่ การกู้ยืมระยะยาว การออกจำหน่ายหุ้นกู้หรือพันธบัตร เป็นต้น

ในการจัดหาเงินจากแหล่งหนี้สินนี้จะมี financial risk สูง แต่มี financial cost ต่ำ (มีความเสี่ยงทางการเงินสูงแต่มีต้นทุนทางการเงินต่ำ)

  1. แหล่งเจ้าของกิจการ ได้แก่ การออกจำหน่ายหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และกำไรสะสม ซึ่งการจัดหาเงินทุนจากแหล่งเจ้าของกิจการจะเสียต้นทุนทางการเงิน (financial cost) สูง แต่จะมีความเสี่ยงทางการเงิน (financial risk) ต่ำส่วนการพิจารณาสัดส่วนการจัดหาเงินทุนว่าควรจะจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ ในสัดส่วนเท่าใด เพื่อให้การจัดหาเงินทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการชอบความเสี่ยง (risk preference) ของผู้บริหารทางการเงินแต่ละคนว่าชอบความเสี่ยงมากหรือน้อย

ถ้าหากชอบความเสี่ยงมากโครงสร้างเงินทุนก็จะประกอบไปด้วยสัดส่วนของหนี้สินมากกว่าส่วนของเจ้าของ แต่ถ้าไม่ชอบความเสี่ยงโครงสร้างเงินทุนก็จะประกอบไปด้วยสัดส่วนของส่วนของเจ้าของมากกว่าหนี้สิน การตัดสินใจจัดหาเงินทุนจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนของเงินทุน (cost of capital) และความเสี่ยงทางการเงิน (financial risk) หรือความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เมื่อถึงกำหนดชำระ ซึ่งแหล่งเงินทุนแต่ละแหล่งจะมีคุณลักษณะแตกต่างกันดังนี้

– แหล่งเงินทุนระยะสั้น โดยปกติจะเสียต้นทุนของการจัดหาเงินต่ำ เนื่องจากเจ้าหนี้รับภาระความเสี่ยงในระยะเวลาไม่นานนัก จึงสามารถรับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำได้ แต่ความเสี่ยงภัยในการหาเงินจะสูง เนื่องจากผู้จัดหาเงินมีเวลาสั้นในการหาเงินมาชำระหนี้

– แหล่งเงินทุนระยะยาว โดยปกติจะเสีย ต้นทุนของการจัดหาเงินสูง เนื่องจากมีระยะเวลานาน เจ้าหนี้จะรับภาระความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงต้องเรียกร้องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่เจ้าหนี้ได้รับ แต่ความเสี่ยงภัยในการหาเงินต่ำ เนื่องจากผู้จัดหาเงินมีเวลานานในการหาเงินมาชำระหนี้ในการเปรียบเทียบแหล่งของการจัดหาเงินทุนโดยละเอียดว่าแหล่งใดมีความเสี่ยงภัยสูงหรือต่ำกว่า และต้นทุนการจัดหาสูงหรือต่ำกว่า

 

ก็อาจเปรียบเทียบจากการเรียงลำดับการจัดหาเงินทุนจากงบดุลทางด้านขวาหรือด้านหนี้สินและทุนซึ่งโดยปกติจะเรียงลำดับจากแหล่งเงินทุนที่มีระยะสั้นที่สุดไปหาแหล่งที่มีระยะยาวที่สุด หรือเรียงจากความเสี่ยงสูงที่สุดไปหาความเสี่ยงต่ำที่สุดดังนี้

ผู้จัดการทางการเงินที่เลือกจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้นในสัดส่วนที่มากกว่าจะเสียต้นทุนในการจัดหาเงินทุนที่ต่ำแต่มีความเสี่ยงภัยสูง ตรงข้ามกับผู้จัดการทางการเงินที่จัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะยาวในสัดส่วนที่มากกว่าจะเสียต้นทุนในการจัดหาเงินทุนสูงแต่ความเสี่ยงภัยจะลดลง

 

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on แหล่งสำหรับจัดหาเงินทุนทางธุรกิจ

หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารการเงิน

หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารการเงิน

ปัจจุบันธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงมากภายใต้ระบบการค้าเสรี ดังนั้นแต่ละองค์การต้องปรับตัวให้พร้อมที่จะสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้ โดยอาศัยปัจจัยในการดำเนินงานที่สำคัญไม่ว่าธุรกิจจะมีรูปแบบองค์กรเป็นอย่างไรก็ตาม จะเป็นกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ผู้บริหารการเงินจะมีหน้าที่หลักในการบริหารเพื่อทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ นั่นหมายถึงการบริหารเพื่อให้เกิดผลกำไรและขยายกิจการให้เกิดความเจริญเติบโตในอนาคตอันจะส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดแก่กิจการ

หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารการเงินจะมี 5 ประการคือ

  1. หน้าที่ในการพยากรณ์และวางแผน (Forecasting and Planning)
  2. หน้าที่ในการตัดสินใจลงทุนและจัดหาเงินทุน (Investment and Financing Decision)
  3. หน้าที่ในการประสานงานและควบคุม (Coordination and Control)
  4. หน้าที่ในการเป็นตัวแทนขององค์กรทำการติดต่อกับตลาดการเงิน (Dealing with the Financial Market)
  5. หน้าที่ในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

ปัญหาการตัดสินใจของผู้บริหารการเงิน แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ปัญหาการตัดสินใจระยะสั้นเช่น ปัญหาในกรณีที่กิจการจะทำการผลิตชิ้นส่วนเอง หรือซื้อปัญหาว่าควรขายสินค้า หรือผลิตต่อแล้วขาย หรือปัญหาว่าควรยกเลิกสินค้าที่มีผลขาดทุนหรือไม่ปัญหาการตัดสินใจระยะยาวซึ่งหมายถึงโครงการลงทุนต่าง ๆ  เช่น การสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อทดแทนโรงงานเดิม  การผลิตสินค้าใหม่เพิ่มเติม เป็นต้น
  2. ปัญหาระยะสั้นหรือระยะยาวการตัดสินใจจะมีประเด็นที่สำคัญอยู่ 2 ประการคือ การ ตัดสินใจจัดหาเงินทุน และการตัดสินใจใช้เงินลงทุน โดยมีหลักการว่า ในการจัดหาเงินทุนควรเป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและความเสี่ยงต่ำที่สุด  โดยเงินทุนจะได้มาจากหนี้สินและส่วนของเจ้าของ ซึ่งเงินทุนจากส่วนนี้จะมีต้นทุนในรูปของดอกเบี้ยจ่ายซึ่งจะต่ำกว่า เงินทุนจากส่วนของเจ้าของที่จะมีต้นทุนในรูปของเงินปันผลหรือกำไร(ขาดทุน)นอกจากนี้ความเสี่ยงก็ต่ำกว่าด้วย

การตัดสินใจนำเงินทุนไปใช้ แบ่งออกเป็น 2 ทาง คือใช้ลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งจะทำให้กิจการมีสภาพคล่องสูง แต่ความสามารถในการทำกำไรจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารการเงิน

การบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบันมีกิจการบางกิจการทำการกู้ยืมเงินระยะยาวมาลงทุนในทรัพย์สินระยะสั้นมากขึ้น ซึ่งลักษณะนี้ก็ถือว่าเป็น conservative แต่ถ้าเป็นกรณีที่กู้ยืมระยะสั้นแล้วนำมาลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว การลงทุนจะมีปัญหาขึ้นมา คือ ภาระที่จะต้องจ่ายชำระหนี้สินที่จะต้องจ่ายในปีหน้า ซึ่งกิจการจะต้องจัดหาเงินมาชำระหนี้ แต่เนื่องจากกิจการนำหนี้ระยะสั้นนี้มาลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวซึ่งให้ผลตอบแทนช้ามาก จึงทำให้เกิดปัญหาในการหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน ดังนั้นในการลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวที่ใช้เวลาในการที่จะได้รับผลตอบแทนนาน ก็ควรจะหาเงินจากหนี้สินระยะยาวมากกว่าหนี้สินระยะสั้น
แนวทางการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย
1.ต้องมีการวางแผน แล้วพยากรณ์การใช้เงินก่อน โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายเงิน อย่างไรบ้าง แล้วเราจะมีการได้เงินมาอย่างไรบ้าง จำเป็นต้องพยากรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องพยากรณ์สมเหตุสมผลควบคู่ไปกับการทำงบประมาณ
2.ต้องมีการจัดหาเงิน คือเงินกู้ จากสถาบันการเงินอะไรต่าง ๆ และเงินของตัวเราเอง หรือเงินของเพื่อน ในแง่ของการร่วมลงทุน เมื่อมีการวางแผนแล้ว ต้องมีการนำเสนอแผนงานการลงทุนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ต้องมีการใช้เงินได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ตามแผนงานที่วางไว้แล้ว ผู้ประกอบการหลายท่าน วางแผนไว้แล้ว แต่เวลาการใช้เงินไม่เป็นไปตามแผนการ ซึ่งการใช้เงินแบบผิดวัตถุประสงค์จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรมากมาย เพราะฉะนั้นการใช้เงินให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ตัวนี้สำคัญมากกว่าการพยากรณ์และการจัดหาเงินทุนเสียอีก
สำหรับเทคนิคในการบริหารเงิน ประกอบไปด้วย
1.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้จ่ายเป็นแบบผันแปร ในการบริหารกิจการควรพิจารณาการบริหารงานให้มีโครงสร้างต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเป็นโครงสร้างผันแปรมากกว่าโครงสร้างคงที่ การบริหารให้มีต้นทุนแบบผันแปรก็เหมือนกับได้พนักงานเป็นหุ้นส่วนแล้ว ข้อสำคัญก็คือวางแผนตอบแทนเขา วางอย่างยุติธรรม
2.ควบคุมงบประมาณ โดยมีการวางแผนและควบคุมประเมิน วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้แผนการเงินไม่บรรลุและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงาน
3.ลดการสูญเสียและความเสียหายของสินค้า โดยการควบคุมประสิทธิภาพการผลิต
4.อย่าลงทุนผิดประเภท ถ้าเป็นไปได้ลดการลงทุนสินทรัพย์ลง

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on การบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีบริหารการเงิน เพื่อลดการขาดทุน


ปัญหาแรกๆในการประกอบธุรกิจคงหนีไม่พ้นการหมุนเงินไม่ทัน กำไรที่ได้จากธุรกิจมีไม่เพียงพอ และทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับวิธีในการบริการการเงินของธุรกิจเพื่อลดการขาดทุน มีดังนี้
1.ตรวจสอบบิลค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ดูว่าที่ผ่านมาเราหมดค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และทำบัญชีรายรัยรายจ่ายขึ้น เพื่อคอยสังเกต ว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็นแต่เรายังเสียค่าใช้จ่ายเหล่านั้นอยู่เป็นประจำบ้าง
2.ประเมินแผนธุรกิจขึ้นใหม่ หากประสบปัญหาทางการเงินควรเริ่มทำการแผนการตลาดใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเงินทุนที่มีและเงินกำไรที่หาได้ว่าควรออกมาเป็นอย่างไร
3.ทวงเงินลูกหนี้ อาจเกิดจากที่เรามีลูกหนี้ที่จ่ายเงินไม่ตรงเวลาที่เยอะเกินไปก็ได้ ทำให้แทนที่เราจะมีระบบเงินหมุนเวียนจากลูกค้าเมื่อส่งสินค้าแล้วกลับต้องถูกผัดผ่อนการชำระไปในอนาคตส่งผลให้เราไม่มีเงินที่จะนำไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนั้นควรเสนอข้อพิเศษให้แก่ลูกหนี้ เพื่อให้จ่ายเงินได้เร็วขึ้น
4.ปรับลดเงินเดือนตัวเอง หากมีเงินเก็บอยู่ก็ให้นำเงินส่วนนั้นมาใช้ไปก่อน แล้วค่อยเพิ่มเงินเดือนกลับมาเหมือนเดิมเมื่อเห็นว่าธุรกิจกำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เงินเดือนของเราเองนั้นเป็นเงินที่สามารถปรับลดลงได้ง่ายที่สุดโดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับใครในธุรกิจนอกจากตัวเราเอง
5.ขายของที่ไม่ใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือบางส่วนที่ในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว อย่างเช่นคอมพิวเตอร์เก่าตกรุ่นที่ไม่ซัพพอร์ทงานในปัจจุบัน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกส่งเข้าห้องเก็บของมานาน ลองนำสินค้าเหล่านี้มาประกาศขายทางเว็บดูบ้างก็จะเพิ่มเงินได้ไม่มากก็น้อย
6.หาว่าอะไรคือต้นเหตุของปัญหา วิธีดูที่ง่ายที่สุดคือการเริ่มต้นดูจากรายการบัญชีเงินเข้า-ออกจากธุรกิจว่ามีอะไรที่น่าจะเป็นสาเหตุของปัญหาบ้าง เมื่อเจอแล้วค่อยวิเคราะห์ว่าต้นเหตุของปัญหาที่ว่านี้สามารถตัดทิ้งไปได้หรือไม่
การทำธุรกิจย่อมประสบปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ถ้าสามารถแก้ไขได้ตรงจุด สถานการณ์ก็จะกลับมาเป็นแบบเดิมได้ ดังนั้นผู้ประกอบการควรมีการวางแผน และหาสาเหตุของปัญหา และค่อยๆแก้ไขโดยการนำวิธีข้างต้นมาปรับใช้

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on วิธีบริหารการเงิน เพื่อลดการขาดทุน

การจัดการด้านภาษีช่วยลดรายจ่ายได้มาก

ปัญหาในการทำธุรกิจลำดับต้นๆคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการจ่ายภาษีอย่างแน่นอนโดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เพราะไม่ว่าจะขยับตัวผันไปจับธุรกิจในด้านไหนก็ตามแต่มักต้องโดนขูดรีดภาษีอยู่ร่ำไป และการเสียภาษีในแต่ละปีต้องหมดเงินไปเป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้นบทความนี้จะพูดถึงการลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อช่วยลดภาษี
1.จ้างนักบัญชีที่มีความรู้ความสามารถ เพราะนักบัญชีเหล่านี้ช่วยในเรื่อง ของการประหยัดภาษีให้กับภาคธุรกิจโดยตรง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากในการทำธุรกิจ นอกจากนี้บริษัทของผู้ประกอบการมีความสะดวกสบายและแบ็คอัพที่น่าเชื่อถือ และควรเลือกใช้บริการของบริษัทรับทำบัญชีโดยตรงมากกว่าที่จะไปจ้างนักบัญชีอิสระ
2.จดทะเบียนตามประเภทของธุรกิจ ถ้าเป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวจะใช้รูปแบบของการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบอัตราก้าวหน้าที่อาจจะเสียภาษีขั้นสูงสุดถึง 37% รูปแบบของนิติบุคคล เสียในอัตราคงที่และมีขั้นสูงสุดอยู่เพียงแค่ 30% เท่านั้น
3.เลือกจ่ายแบบเหมาหรือตามจริง ซึ่งทางกรมสรรพากรได้มีช่องทางให้เลือก 2 วิธี คือการคิดแบบตามความเป็นจริงหรือจะใช้อัตราเหมาจ่าย แบบอัตราเหมาจ่ายจะได้ในเรื่องของความสะดวกสบายที่ไม่จำเป็นต้องเก็บรายละเอียดทางด้านการเงินตลอดทั้งปีไว้ซึ่งอาจสูญหายได้
4.ใช้สิทธิการหักค่าลดหย่อนเพื่อลดรายจ่ายในด้านภาษีเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะค้นหาว่าการทำธุรกิจของตนเข้าข่ายที่จะได้รับการยกเว้นในเรื่องอะไรบ้างทั้งในแบบส่วนบุคคลและบริษัท ซึ่งช่วยลดรายจ่ายไปได้มาก
5.ซื้อหน่วยลงทุน LTF เกิดจากการที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้ลงทุนในหุ้นมากขึ้น โดยเงินซื้อหน่วยลงทุน LTF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่ลงทุนจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี
6.ทำประกันภัยให้กับบริษัทและพนักงาน ช่วยประหยัดค่าภาษีได้เป็นอย่างดี โดยใช้หลักการเงินนำเอาผลกำไรไปแปลสภาพเป็นรายจ่ายของทางบริษัทที่อยู่ในรูปแบบของการทำประกันภัย ซึ่งสามารถหักค่าลดหย่อนได้ถึง 100%
เมื่อเงินที่จะต้องจ่ายภาษีมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี ทำให้บริษัทมีผลกำไรมากขึ้น และสามารถนำไปต่อยอดทำธุรกิจต่างๆ ขอเพียงมีการดำเนินงานวางแผนการจ่ายภาษีให้ดีและรัดกุมเข้าไว้ แค่เท่านี้ก็สามารถเซฟเงินรายจ่ายทางด้านของภาษีไปได้มาก

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on การจัดการด้านภาษีช่วยลดรายจ่ายได้มาก

การจัดการต้นทุน ช่วยให้มองเห็นทิศทางของธุรกิจในอนาคต

ต้นทุน เป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มทำธุรกิจ ซึ่งต้นทุนนั้นช่วยบอกได้ว่าธุรกิจของเราจะไปในทิศทางใด เมื่อต้องไปแข่งขันกับธุรกิจรายอื่นๆ นอกจากนี้การทราบต้นทุนที่แท้จริงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดรายละเอียด และวางแผนงานออกมาให้เหมาะสมกับธุรกิจ ดังนั้นต้นทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนที่จะลงมือทำธุรกิจ
ต้นทุนคงที่ เป็นรายจ่ายประจำที่ผู้ลงทุนต้องเสีย ถึงแม้จะไม่มีรายรับเข้ามาก็ตาม ต้นทุนคงที่อันได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ดอกเบี้ยของเงินกู้ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าเช่าเครื่องจักร รวมไปถึงภาษีเงินได้ ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ไม่ว่าจะมีกำไรน้อยหรือมากเพียงใดก็จำเป็นจะต้องจ่ายอยู่ดี
ต้นทุนผันแปร เป็นส่วนที่ต้องจ่ายโดยไม่มีระบุตายตัว โดยจำนวนเงินของต้นทุนแบบผันแปรจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลผลิตที่บริษัทของผู้ประกอบการผลิตได้ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิต รวมถึงปัจจัยการผลิตทางด้านอื่นๆที่จะแปรผันไปตามจำนวนผลผลิตที่บริษัทต้องการ ซึ่งต้นทุนส่วนนี้สร้างปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการเพราะไม่สามารถระบุได้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไร ดังนั้นผู้ประกอบการต้องคอยเช็คอยู่เสมอ
เมื่อทราบถึงความหมายของต้นทุนแล้ว วิธีการจัดการและบริหารต้นทุนทางธุรกิจ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีดังนี้
1.การคำนวณหารายละเอียดต้นทุนทั้งหมด เป็นสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องรีบดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการต้นทุน โดยเริ่มจากการรวบรวมจัดทำรายละเอียดข้อมูลในส่วนต่างๆที่เป็นต้นทุนและจำเป็นต้องใช้สำหรับการประกอบธุรกิจ
2.การพยายามลดต้นทุนโดยให้ผู้ประกอบการดูที่ลิสต์รายชื่อแล้วพยายามตัดทอนลดในสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากผังรายการ เช่น หากผู้ประกอบการเพิ่งจะเริ่มการทำธุรกิจและมีรูปแบบที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักการเช่าออฟฟิศที่มีราคาแพงอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกต้อง ควรหาออฟฟิศที่ราคาถูกลง
3.ตัดตัวเลือกเพื่อลดต้นทุน แสวงหาทางเลือกพิเศษเพื่อลดต้นทุน เช่น ยื่นข้อเสนอขอส่วนลดในส่วนของราคาขายส่งจากทางซัพพลายเออร์โดยให้ข้อเสนอว่าจะซื้อสินค้าปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นหากลดราคาขายส่งต่อหน่วยลง เพื่อเพิ่มกำไรในภายหลัง
4.นำเอาต้นทุนสุทธิที่ได้นำมาใช้คำนวณเพื่อหาจุดคุ้มทุนและผลกำไรที่จะได้รับเพื่อใช้เป็นไกด์ไลน์ในการออกแบบสร้างแผนทางธุรกิจที่เหมาะสมต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรู้ได้ว่าต้องสร้างแผนการตลาดที่เหมาะสมอย่างไรจึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on การจัดการต้นทุน ช่วยให้มองเห็นทิศทางของธุรกิจในอนาคต

การใช้สินเชื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

20141209145717
อำนาจในการเข้าถึงการใช้สินค้าและบริการโดยสัญญาว่าจะชดใช้คืนในอนาคต โดยสินเชื่ออาจอยู่ในรูปของสินค้าและบริการหรือในรูปของเงินก็ได้ เนื่องจากในทางเศรษฐศาสตร์มองว่าหน่วยเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจนั้นอาจมีลักษณะการใช้ทรัพยากรที่ไม่สมดุลกัน บางหน่วยเศรษฐกิจอาจมีความต้องการใช้สินค้าและบริการมากกว่าทรัพยากรที่ตนมีอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่บางหน่วยเศรษฐกิจอาจมีทรัพยากรเหลือใช้เกินความต้องการหากมีการโอนทรัพยากรส่วนที่เหลือใช้ไปให้ผู้ที่มีความต้องการใช้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางกฎหมายเรียกหน่วยเศรษฐกิจที่เป็นผู้รับทรัพยากรนั้นว่าลูกหนี้ และเรียกหน่วยเศรษฐกิจที่เป็นผู้ให้ยืมทรัพยากรนั้นว่าเป็นเจ้าหนี้หรือผู้ ให้สินเชื่อมีส่วนทำให้อุปสงค์มวลรวมในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

เนื่องจากการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีตแต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียวคือตลาดโลก โดยราคาสินค้าและบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลกทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น โลกาภิวัฒน์จะชักจูงการดำเนินนโยบายทางการเงินโดยให้ความสำคัญมากขึ้นในการลดเงินเฟ้อ โดยยอมเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างผลผลิตที่มากขึ้นสามารถยืนยันได้จากการพิสูจน์โดยการเปรียบเทียบสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิต ภายใต้เงื่อนไขของระดับการเปิดประเทศที่แตกต่างกัน

นักธุรกิจมักใช้สินเชื่อเพื่อขยายตลาดการค้าและค้นหาลูกค้าของธุรกิจ ถ้าธุรกิจใดยอมให้ใช้สินเชื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ซื้อของธุรกิจนั้นๆมากขึ้น หรือบางครั้งก็เกิดจากการที่ลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการแต่ขาดแคลนเงินสดในขณะนั้นเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ หรืออาจะเป็นเพราะลูกค้าต้องการใช้สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการมากกว่า ดังนั้นหากธุรกิจใดต้องการอยู่รอดก็จะเป็นต้องยอมรับสินเชื่อเป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการที่ธุรกิจขาดแคลนเงินทุนในการจัดหาสินค้าหรือวัตถุดิบก็อาจจำเป็นต้องขอสินเชื่อเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on การใช้สินเชื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

สถาบันการเงินหรือธนาคารถือเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี

17

ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เงินทุนถือปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่ง เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรคุณก็จำเป็นต้องใช้มันในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณจำเป็น สำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับอีกหลายคนที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็จำต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อกู้ยืม ซึ่งต่อไปนี้เราจะแนะนำแหล่งเงินทุนต่างๆให้คุณได้รู้จักจัดว่าเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุด เพราะด้วยความคุ้นเคย และเชื่อใจกัน ทำให้คุณไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหลักประกันหรือคนค้ำสัญญาให้วุ่นวาย ระยะเวลาดำเนินการก็สั้น อัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียก็อาจจะน้อยกว่าการกู้จากแหล่งอื่นๆ หรือไม่ต้องเสียเลยก็มี ทั้งคุณยังสามารถขอยืดระยะเวลาปลอดหนี้ไปได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการกู้เงินลงทุนจากที่อื่น ยิ่งถ้าเครดิตของคุณดี มีประวัติการทำงานใสสะอาดน่าเชื่อถือ แถมแผนธุรกิจของคุณก็ดูมีแนวโน้มว่าน่าจะประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ บางทีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงอาจสนใจ และเสนอตัวขอร่วมทุนเป็นหุ้นส่วนด้วยเลยก็ได้

เครดิตการ์ดมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกระแสเงินสด ในระหว่างการทำธุรกิจ เช่น ถ้าคุณสั่งซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่าย แล้วใช้บัตรเครดิตในการชำระเงิน คุณก็จะสามารถยืดระยะเวลาชำระเงินไปได้อีกประมาณ 30-55 วัน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ตกลงไว้ในการทำบัตรเครดิตนั้นๆ) ถ้าวงเงินที่ต้องชำระไม่พอ คุณก็อาจจะใช้วิธีเปิดบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบก็ได้ ระหว่างนั้นพอคุณจำหน่ายสินค้าแล้วได้เงินมาก็ทยอยมาจ่ายให้ครบจำนวนตามเวลาที่กำหนดข้อดีของการใช้เงินทุนจากบัตรเครดิตคือไม่ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ย (ในกรณีที่คุณชำระเงินเต็มจำนวน และทันตามระยะเวลาที่กำหนด) แถมยังได้ลุ้นรางวัลจากการสะสมแต้มซึ่งเป็นโปรโมชั่นเสริมสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตของธนาคารต่างๆอีกด้วย

สถาบันการเงินหรือธนาคารถือเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะให้วงเงินในการกู้ยืมที่ค่อนข้างสูง และมีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกว่าแหล่งอื่นๆแล้ว แต่ละธนาคารต่างก็สนใจระบายเงินฝากที่มีมากจนล้นออกมาในรูปแบบสินเชื่อต่างๆเต็มที่ โดยเฉพาะสินเชื่อที่กำลังมีบทบาทมากในวงการธุรกิจไทยอย่างสินเชื่อ SMEs แต่ดังที่ได้กล่าวเป็นแล้วว่าเงินสินเชื่อนั้นก็คือเงินฝากของลูกค้าธนาคารคนอื่นๆนั่นเอง ทั้งธนาคารก็ไม่ใช่ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ทำให้ขั้นตอนในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้นยุ่งยากกว่าการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่มากมาย หลักทรัพย์ ไปจนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารจำเป็นต้องใช้เวลานานเพื่อตรวจสอบให้รอบคอบว่าทางธนาคารจะได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจริง

Posted in ธุรกิจ | Comments Off on สถาบันการเงินหรือธนาคารถือเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี

วิธีการระดมเงินทุน เมื่อธุรกิจประสบปัญหา


การหมุนเวียนเงินสดภายในบริษัทเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ ยิ่งถ้าประสบปัญหาทางการเงินอย่างเร่งด่วน แต่บริษัทกลับไม่มีเงินมาหมุนเวียน ถึงแม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิดก็ตาม อาจส่งผลให้ธุรกิจเป็นปัญหาในภายหลังได้ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไว้ตั้งแต่แรก เพื่อหาแนวทางแก้ไขได้ทันท่วงที

การขอสินเชื่อระยะสั้น เป็นวิธีการระดมที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐหลายแห่งได้นำร่องและให้บริการรูปแบบนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว และเริ่มขยายไปยังบริษัทเอกชนตามการผลักดันของรัฐ ซึ่งวงเงินที่ขอกู้ไม่ควรเกิน 200,000 บาท ที่สำคัญบริษัทต้องมีเครดิตการเงินที่ดีพอสมควรถึงจะได้รับเงินกู้ประเภทนี้

การนำทรัพย์สินของบริษัทมาค้ำประกันเงินกู้ โดยจำนวนวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจะไม่เกินมูลค่าของหลักทรัพย์ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 85 เปอร์เซ็นต์ของราคาทรัพย์สิน หรืออาจน้อยกว่านั้นก็ได้ในสภาวะทางการเงินในปัจจุบัน บางรายอาจเข้าโรงรับจำนำ โดยทรัพย์สินที่นิยมมากที่สุดคือทองคำ

การหาแหล่งระดมทุนทางอินเตอร์เน็ตเป็นวิธีที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง อาจเป็นสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการหาเงินทุนซึ่งปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนการจับคู่ติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยในเมืองไทยเพิ่งจะได้รับความนิยม ในขณะที่ต่างประเทศมีการใช้วิธีนี้กันมานานแล้ว
ถ้าหากมีเครดิตดี การขอสินเชื่อจากธนาคารใหญ่เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถแสดงผลกำไรให้ทางธนาคารเห็นได้ โดยผู้ประกอบการต้องศึกษาค้นคว้าหาธนาคารที่มีนโยบายซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก มีความยืดหยุ่นสูงทั้งในอัตราดอกเบี้ยและในส่วนของจำนวนเงินที่จะนำมาผ่อนชำระหนี้ และทางผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารมาเป็นอย่างดีด้วย
จากวิธีข้างต้นที่กล่าวมายังมีอีกวิธีที่ช่วยในเรื่องการหมุนเวียนเงินทุนนั่นคือ การขอความช่วยเหลือจากบริษัทคู่เจรจาธุรกิจที่สามารถทำได้ง่าย ทั้งในเรื่องการขอเงินทุนหรือการขอยืดเวลาในการชำระเงินออกไปก่อนจนกว่ากระแสการหมุนเวียนเงินในธุรกิจของเราจะเข้าที่ สำหรับบริษัทคู่ค้าที่ดีจะช่วยส่งเสริมโครงสร้างทางการเงินของบริษัทเราก็เป็นได้

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off on วิธีการระดมเงินทุน เมื่อธุรกิจประสบปัญหา

การเตรียมความพร้อมในการขอกู้เงินเพื่อประกอบธุรกิจ

ในการดำเนินธุรกิจนั้น เรื่องของการดูแลสุขภาพทางการเงินของบริษัทถือเป็นสิ่งที่คุณต้องเอาใจใส่ดูแลให้มาก เนื่องจากเงินถือเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารบริษัทให้สามารถคงสถานะอยู่รอดต่อได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรจีงจะทำให้บริษัทมีเงินใช้จ่ายเพียงพอกับความต้องการ เพราะนอกจากรายได้ที่มาในรูปของกำไรจากผลการดำเนินงานแล้ว บริษัทยังจำเป็นต้องมีทุนสำรองไว้ใช้ในอนาคตอันไม่แน่นอน อาทิ ซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาเสริม หรือจำเป็นต้องขยายกิจการเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดซึ่งถ้าไม่ดำเนินการในตอนนั้นอาจจะสูญเสียโอกาสได้ จึงจำเป็นต้องหาเงินทุนสำรอง ซึ่งแหล่งเงินทุนสำรองที่เรากำลังจะพูดถึงกันก็คือจากธนาคารและสถาบันการเงินนั่นเอง

เราสามารถพบเห็นการกู้เงินจากธนาคารได้อยู่บ่อยครั้งในวงจรธุรกิจ เพราะสามารถทำได้อย่างทันทีทั้งในเวลาที่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง หรือต้องการเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ แต่การได้มาซึ่งคำสั่งอนุมัติให้กู้เงินตามที่เราต้องการจากธนาคารนั้นดูจะเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเข้ามาประกอบการอนุมัติ ดังนั้นจึงขอนำเสนอวิธีการที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับบริษัทของคุณเพื่อให้การอนุมัติครั้งต่อไปนั้นเป็นไปโดยง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนี้

1. การเขียนแผนหรือเป้าหมายของโครงการที่ชัดเจน

ถือเป็นส่วนที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะทางธนาคารจะเริ่มพิจารณาดูจากตรงส่วนนี้ก่อนว่าผู้ประกอบการต้องการเงินกู้ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แผนการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทเป็นอย่างไร ดำเนินธุรกิจในด้านไหน แนวโน้มทางการตลาดเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลดี ผู้ประกอบการก็ควรจะมีผลวิจัยในด้านต่างๆ ใส่ควบคู่ลงไปด้วย เพราะจะสามารถนำมาวิเคราะห์ประกอบได้ อีกทั้งระยะเวลาในการดำเนินโครงการตามแผน รายรับหรือกำไรที่คาดว่าจะได้จากแผนงาน ระยะเวลาที่จะชำระคืนเงิน ซึ่งความชัดเจนของสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้มีโอกาสได้เงินกู้มากขึ้น

2. กระแสเงินสดของโครงการที่ชัดเจนซึ่งจะนำมาใช้คืนเงินกู้

กระแสเงินสดของโครงการนั้นเป็นหน้าที่ของทางบริษัทที่จะต้องแสดงให้ธนาคารเห็นว่าโครงการที่นำเสนอไปดังกล่าวนั้นมีประโยชน์และคุ้มค่าน่าลงทุนแค่ไหน ที่สำคัญควรชี้แจงด้วยว่าทางบริษัทสามารถหากระแสเงินสดที่ได้จากการลงทุนในโครงการนี้มาชำระหนี้ให้กับธนาคารได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และใช้เวลาในการผ่อนชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารเป็นเวลากี่ปี โดยขอแนะนำว่าถ้าจะให้ได้ผลมากกว่า 75% ระยะเวลาของการชำระหนี้คืนควรอยู่ที่ 6 – 12 ปี และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ควรเพิ่มเติมในส่วนของโครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าเดินทางหรือกระจายไปอยู่ยังจุดไหนของบริษัทบ้าง ทั้งนี้ควรระบุแหล่งที่มาที่ไปให้ชัดเจนมากที่สุด

3. กระแสเงินสดของบริษัท

กระแสเงินสดของทางบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยจะไม่นับรวมส่วนที่ได้มีการเสนอกู้ลงทุนเพิ่มในโครงการอนาคต ว่ากระแสเงินสดในปัจจุบันเป็นอย่างไร ใช้จ่ายไปในส่วนของอะไรบ้าง มีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนเท่าไหร่ สภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น

4. การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจนของบริษัท

ในส่วนของบัญชีรายรับ – รายจ่าย ควรจะมีการจดบันทึกอย่างระเอียดที่สุดว่ามีเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายรับที่ได้มานั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไปนั้นเดินทางไปที่จุดไหน อย่างไร เท่าไหร่ เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อทางธนาคารแล้วยังมีประโยชน์กับบริษัทของคุณเองด้วย

5. ทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักประกัน

มูลค่าของทรัพย์สินที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญมากที่สุดหลักเกณฑ์หนึ่งเลยทีเดียว เพราะทรัพย์สินจะสามารถกำหนดวงเงินกู้สูงสุดที่จะอนุมัติให้กับโครงการที่นำมาเสนอขอกู้ได้ โดยหลักทรัพย์นี้จะมาทำหน้าที่ในการค้ำประกันเงินกู้ที่ทางธนาคารอนุมัติให้กับบริษัทของคุณ โดยทรัพย์สินสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้ อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น บ้าน ตึก อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม โรงงาน คลังสินค้า เป็นต้น สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักร วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง เป็นต้น สินทรัพย์อื่นใด ได้แก่ ตราสารทางการเงิน ใบถือหุ้น สมุดบัญชี เงินสด ทองคำ หรือที่นอกเหนือจาก 2 ประเภทก่อนหน้านี้

6. ประวัติการชำระหนี้

ระบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) และ บัญชีดำหรือแบล็คลิสต์ (Blacklist) ถูกนำมาใช้เพื่อจดจำและทำการบันทึกสร้างประวัติของบริษัทหรือบุคคลที่มีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งหากบุคคลใดมีรายชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีดังกล่าว บุคคลนั้นจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคุณควรจัดระบบโครงสร้างในบริษัทให้ดีเสียก่อนที่จะยื่นขอกู้ ตรวจสอบดูเสียก่อนว่าหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือกรรมการบริษัทมีใครมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดังกล่าวหรือไม่ ถ้ามาตรวจสอบพบในภายหลังว่ามี ควรรีบทำการตัดชื่อเขาูออก มิฉะนั้นการยื่นขออนุมัติก็อาจมีแนวโน้มที่จะไม่ผ่านสูง

7. สัดส่วนการลงทุนร่วมของเจ้าของ

ในข้อนี้จะเป็นการมองในส่วนของการร่วมลงทุนในโครงการของคุณผู้เป็นเจ้าของบริษัท หรือหุ้นส่วนในรายอื่นๆ เพราะถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการช่วยพิจารณาถึงความเสี่ยงของบริษัทที่ขอกู้ ว่าจะเกิดมีปัญหาการขาดสภาพคล่องตามมาในอนาคตที่มาจากสาเหตุการบริหารจัดการเงินทุนจากหนี้สินที่มีมากเกินไป โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินรวมของบริษัท(D) ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(E) หรือที่เรียกว่าอัตราส่วน D/E (D/E Ratio) ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะมีอัตราส่วนอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะได้รับการอนุมัติเงินกู้ ทำให้สามารถผ่อนผันและยืดหยุ่นได้มาก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราขอแนะนำเป็นการเฉพาะว่า พยายามทำให้มีการลงทุนในส่วนของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะได้เป็นการรักษาระดับของ D/E ไม่ให้ต่ำไปกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off on การเตรียมความพร้อมในการขอกู้เงินเพื่อประกอบธุรกิจ

แหล่งเงินทุนสำหรับการทำธุรกิจขนาดเล็ก

เงินลงทุนที่ต้องใช้สำหรับเริ่มต้นธุรกิจ คือ เงินลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจอันได้แก่ ค่าเช่าอาคาร ค่าตกแต่งต่อเติมค่าซื้อเครื่องใช้สำนักงานค่าใช้จ่ายเริ่มแรกขณะเริ่มต้นธุรกิจค่าใช้จ่ายสำหรับแผนการตลาด การโฆษณาตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าสาธารณูปโภคและเงินเดือนพนักงาน ด้วยเหตุนี้จึงควรทำแผนงานเปิดกิจการอันประกอบด้วย การประมาณค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่จะเกิดขึ้นและต้นทุนที่จ่ายไปเมื่อเริ่มต้นกิจการ ซึ่งแผนงานดังกล่าวจะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพของการใช้เงินลงทุนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การหาแหล่งเงินลงทุนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กมาจากแหล่งต่าง ๆ ได้ดังนี้
1. เงินเก็บ-เงินสะสมของครอบครัวผู้ประกอบการ
ถ้าเริ่มต้นจากตรงนี้ก็ได้ง่าย ไม่ต้องง้อใคร อยากทำธุรกิจอะไร ต้องซื้อ-เช่าตึกแถว อุปกรณ์สินค้า ตกแต่งร้านหรือจ้างพนักงานก็ทำได้ตามกำลังเงิน ของตัวเองที่มีอยู่ ถ้ามั่นใจว่าเราทำธุรกิจได้ดี เห็นโอกาสทางการตลาด คิดว่าไม่เจ๊งก็ลุยได้เลยผมถือว่าคนที่มีความคิดจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองควรต้องมีเงินทุนจากเงินเก็บ ของตนเองหรือครอบครัวอยู่ระดับหนึ่ง ถ้าไม่พอค่อยหาจากแหล่งอื่น ๆ ที่จะพูดต่อไป ถ้าทุนเริ่มต้นน้อยก็ยังไม่คิดการใหญ่ ทำธุรกิจเล็ก ๆ ใช้เงินทุนน้อย ๆ ก่อน ถ้าดีก็ค่อยกู้เงินมาขยายกิจการ ถ้าล้มเหลวก็เจ็บตัวไม่มากแค่เงินเก็บหมด ไม่ถึงขนาดต้องเป็นหนี้ แต่ถ้าคิดจะจับเสือมือเปล่าโดยหาแหล่งทุนจากภายนอกล้วน ๆ ไม่ลงเงินเองเลย ก็ต้องมีความสามารถเฉพาะตัวเป็นทุนเดิม เช่น เป็นพ่อครัวแม่ครัวที่มีฝีมือแล้วหาพรรคพวกมาลงทุนเปิดร้านอาหารให้ เราเป็นคนดูแลในครัวเป็นแบบหุ้นลมไม่ลงเงินแต่ลงแรงก็พอ จะคบกันไปได้แต่มาแบบไอเดียล้วย ๆ จะไปขอเงินชาวบ้านมาลงทุนก็ยากหน่อย

2. เงินจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
กรณีไม่มีเงินเก็บหรือมีแล้วแต่ยังไม่พอที่พึ่งที่ดีที่สุดของเถ้าแก่หน้าใหม่ คือ เพื่อนฝูงและญาติพี่น้องซึ่งงานนี้จะได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่กรรม ของแต่ละคนจริง ๆ เถ้าแก่หลายคนที่ผมรู้จักและทำธุรกิจประสบความสำเร็จก็ได้เงินทุนเริ่มต้นมาจากภรรยา พ่อตา พี่ คุณตาคุณยาย ถ้าโชคดีทำบุญมามาก มีญาติพี่น้องรวยหรือภรรยารวยก็ไม่ต้องหันไปพึ่งธนาคารหรอกครับ หาญาติผู้ใหญ่ ขอยืมเงินมาลงทุนหรือชวนเขามาเข้าหุ้นกับเราได้เลย ดอกเบี้ยอาจไม่ต้องเสียหรือ เสียต่ำกว่าธนาคาร แถมยังมีระยะปลอดหนี้ยาวนานกว่าด้วย

3. จากสถานบันการเงิน
ซึ่งแหล่งทุนปัจจุบันไม่ว่า SMEs Bank , ธนาคารกรุงไทย , ธนาคารออมสินและธนาคารไทยพาณิชย์เกือบทุกแห่งต่างสนใจปล่อนสินเชื่อ SMEs กันทั้งนั้น เพื่อระบายเงินฝากที่ล้นธนาคาร แต่แน่นอนครับการเอาเงินของผู้ฝากมาปล่อยกู้ ธนาคารก็ต้องการหลักประกันที่แน่ใจว่าจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยคืน เขาต้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ก็ไม่ยุ่งยากนักถ้าเรามีหลักทรัพย์หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือมาค้ำประกันเกินกว่าวงเงินกู้ แต่ SMEs ที่บ่นว่ากู้ธนาคารลำบาก วุ่นวาย ส่วนหนึ่งเพราะหลักฐานไม่ครบหรือขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันมากกว่าก็เราไปกู้เงินเขานี่ครับ เขาไม่รู้จักเราต้องรอบคอบหน่อย ตรวจเอกสารนานหน่อย ลองคิดดูว่าขนาดญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงที่เรารู้จัก เขายังไม่ให้ยืมเลย และธนาคารไม่รู้จักเราเลยจะปล่อยกู้ง่าย ๆ แบบถอนเงินฝากได้อย่างไร

4. จากผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้า
ในกลุ่ม SMEs สายค้าส่งค้าปลีกหรือสายการผลิต เราต้องขอเครดิตจากผู้ขายสินค้ามาให้เราได้ เช่น ในการเปิดร้านค้าปลีก ผู้ค้าส่งบางรายจะยอมให้เรา สั่งสินค้ามาขายก่อนโดยยังไม่ต้องจ่ายเงิน นาน 1-2 เดือนถ้าเราวางแผนบริหารสินหมุนเวียนดี ๆ ไม่สั่งของมาเก็บมาเกินไปแล้วเร่งขายให้ได้ก่อนถึงกำหนดชำระเงิน เราก็จะได้เงินสดมาหมุนเวียนในกิจการแต่ต้องระวังอย่าหมุนเพลินจนเมื่อถึงกำหนดชำระสินค้าแล้วไม่มีเงินมาจ่ายกลายเป็นเสียเครดิตในการทำธุรกิจจนไม่อยากมีใครขายของให้หรือ ถ้าขายก็ขอเป็นเงินสด งดรับเช็ค

5. จากบัตรเครดิต
จะว่าไปแล้วบัตรเครดิตถ้านำมาใช้ให้เป็นก็จะเป็นแหล่งเงินสำหรับหมุนเวียนในการทำธุรกิจที่ดีทีเดียว เช่น ในการสั่งสินค้ามาขาย ถ้าเราชำระเป็นบัตรเครดิต เราจะยืดระยะเวลาชำระเงินไปได้อีก 30 – 55 วัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่บัตรนั้น ๆ ให้ระหว่างนั้นเราขายสินค้าได้เราก็มีเงินมากชำระบัตรเครดิตไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ย ถ้าวงเงินไม่พอ ก็ทำบัตรหลาย ๆ ใบ เอาวงเงินรวมกันได้มากพอสมควร ยุคนี้ธนาคารก็เร่งขยายตลาดบัตรเครดิตการขอทำบัตรก็ไม่ยากนักแถมยังได้สะสมแต้มแลกของรางวัลอีก

แนวทางนี้เป็นแหล่งเงินที่เบิกง่ายใช้คล่อง ถ้าบริษัทที่เราซื้อเขาไม่รับบัตรเครดิต ร้านก็จะรับรูดบัตรจากเขาได้รับเงินจากธนาคารเลย ไม่ต้องห่วงเรื่อง เช็คเด้ง แต่ก็โดนหักค่าธรรมเนียมประมาณ 1-5 % แล้วแต่บัตรและประเภทธุรกิจ ถ้าเรายอมจ่ายค่าธรรมเนียมแทนเขาบางส่วนอาจทำให้ผู้ขายยอมรับชำระด้วยบัตรเครดิตก็ได้

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off on แหล่งเงินทุนสำหรับการทำธุรกิจขนาดเล็ก

เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านการเงิน

เป็นการยากที่จะหาเส้นแบ่งของธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการธนาคาร ด้านการประกัน รวมถึง ธุรกิจด้านหลักทรัพย์ ออกจากกันได้ แต่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการเงินอยู่นี้ กำลังพยายามที่จะหาช่องทาง ที่จะเพิ่มรายได้จากลูกค้าให้มากขึ้น โดยได้ริเริ่มในการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ โดยได้ออกแบบมาเพื่อเสริมการบริการด้านการเงิน ให้กับลูกค้าในการที่จะรับบริการด้านสะดวกมากยิ่งขึ้น ทางด้านภาคธุรกิจเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ต มาช่วยเสริมให้การดำเนินงานหรือที่เรียกกันว่า back-office เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

โซลูชันด้านอินเทอร์เน็ตนั้นได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า มีคุณค่าอย่างมากในหลายต่อหลายบริษัท โดยบางแห่งนั้นความคุ้มค่าในการลงทุน ได้มาจากการใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานภายในออฟฟิส และเพิ่มช่องทางในการขาย และให้การบริการแก่ลูกค้าธุรกิจด้านการเงินการธนาคารนี้ได้มีการลงทุนอย่างมาก ในการเพิ่มช่องทางที่จะติดต่อกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสาขาอย่างที่ทำกันมาเป็นเวลานาน การติดตั้งตู้ ATM เพิ่มในสถานที่ต่างๆ ตลอดจนศูนย์บริการลูกค้า และเว็บไซด์ โดยระบบต่างๆ ได้เชื่อมต่อถึงกันจากทุกช่องทางการสื่อสาร เข้ากับระบบฐานข้อมูลลูกค้า โดยไม่มีบุคคลมาเกี่ยวข้องในระบบเลย

สถาบันด้านการเงินและการธนาคารต่างๆ ได้พยายามใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรที่มีอยู่ ให้เกิดคุณค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งด้านการบริการลูกค้า และกับองค์กรเอง ทุกวันนี้พนักงานขององค์กร จะเป็นฝ่ายรอให้ลูกค้าร้องขอบริการอีกไม่ได้แล้ว ในอันที่จะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรและลูกค้านั้น พนักงานต้องทำตนเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ และด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยใช้เทคโนโลยีด้านอินเทอร์เน็ตมาช่วยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสถาบันด้านการเงินและการธนาคารในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีเลิร์นนิ่ง หรือข้อมูลทางด้านบุคคลแบบออนไลน์ ตลอดจนกระบวนการดำเนินธุรกิจแบบดิจิตอล ที่เป็นไปแบบอัตโนมัติ และออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการทำธุรกิจแบบเดิม มาเน้นบทบาททางด้านการให้การปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารแก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

การให้บริการด้านการเงินการการธนาคารนั้น เรื่องความเสถียรของระบบเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และสถาบันด้านการเงินหลายแห่ง ที่ได้ตัดสินใจนำกลยุทธ์ด้านอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ก็เพราะเหตุผลนี้เป็นสำคัญ หลายองค์กรได้ผ่านพ้น และเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตที่ยากลำบากมามาก ที่พบว่าไม่ใช่เป็นเรื่องดีเลยที่จะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในที่แห่ง เดียวรวมทั้งยังไม่คุ้มค่าต่อการสูญเสียเลย ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น และจากบทเรียนที่ได้เรียนรู้มานั้นทำให้ทุกวันนี้ หลายต่อหลายแห่งได้ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ขององค์กร รวมทั้งกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ นั้น เป็นไปอย่างมีระบบสำรองที่มีประสิทธิภาพสูง โดยได้ใช้ระบบเครือข่ายใยแก้วนำแสง มาเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลหลายแห่งเข้าด้วยกัน

Posted in ธุรกิจ | Tagged | Comments Off on เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านการเงิน

การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ควรศึกษาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์กำลังมีการขยายตัวมากขึ้น ทั้งในด้านการลงทุนของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ และในด้านเจ้าของกิจการที่ต้องการพัฒนาธุรกิจของตนมาเป็นแฟรนไชส์ แต่อย่างไรก็ตามในปีต่อไปธุรกิจแฟรนไชส์จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก แนวโน้มประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มดูจะเป็นที่นิยมมากที่สุด

การขายกิจการแฟรนไชส์มีโอกาสที่จะขายได้สูง เพราะผู้คนต่างมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และต้องการเป็นเจ้าของกิจการ เพื่อให้รับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ที่กำลังวางแผนในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์อีกหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง กลุ่มของผู้ที่อิ่มตัวกับงานประจำอยากผันตัวเองมาทำธุรกิจแฟรนไชส์ กลุ่มของข้าราชการเกษียณอายุซึ่งต้องการมีรายได้เสริม หรือแม้แต่คนที่กำลังตกงานอยู่ก็ดี

ผู้ที่ต้องการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆทั้งในด้านของการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่พวกเขาต้องการลงทุนอย่างละเอียดและวิเคราะห์มากขึ้น ดังนั้นเราจึงเห็นธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวนมากปิดตัวลง เนื่องจากผู้ลงทุนเชื่อว่าธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป จึงทำให้ต้องศึกษาความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มว่ามาแรงที่สุดในธุรกิจแฟรนไชส์ เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่กว้าง จึงทำให้มีการขยายตัวเรื่อยๆในอนาคต แต่ในสมัยนี้ผู้ที่ต้องการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานมากขึ้น ข้อมูลผลตอบแทนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกธุรกิจ ซึ่งเจ้าของกิจการเองควรศึกษาให้ดีก่อนจะขาย

ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ทำให้ได้ผลตอบแทนไม่มาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าผู้ที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์มองไม่เห็นผลตอบแทนของการลงทุนกับงานประจำ อาจทำให้รู้สึกไม่อยากดำเนินกิจการต่อ ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ จะเห็นได้จากผู้ที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์มีความรอบคอบมากขึ้นเลือกการลงทุนในกิจการแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน และเริ่มที่จะลงทุนซื้อธุรกิจที่มีราคากลางไปจนถึงระดับที่สูงมาก เพราะมีผลกำไรที่สูงกว่ามาก

Posted in ธุรกิจ | Tagged , | Comments Off on การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ควรศึกษาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

การลงทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มไม่แน่นอน

การวางแผนการลงทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุนของคุณ เพราะเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อผลตอบแทน และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากการทำความเข้าใจภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือเศรษฐกิจของโลกแล้ว ผู้ลงทุนยังต้องทำความเข้าใจข้อมูลอุตสาหกรรมอีกด้วย เนื่องจากตัวแปรทางเศรษฐกิจมักจะกระทบต่ออุตสาหกรรมแต่ละประเภทไม่เท่ากัน ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมอย่างละเอียดจะมีส่วนช่วยผู้ลงทุนอย่างมากในการตัดสินใจเลือกบริษัทลงทุน

เมื่อนักลงทุนได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุน

โดยการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็มักจะต้องทำการซื้อขายหลักทรัพย์ชนิดต่างๆ แทนที่จะได้แต่นั่งดูเฉยๆ การซื้อขายนั้นบางท่านก็มีวิธีในการซื้อขายของตัวเอง บางท่านก็ใช้วิธีถามคนอื่น ซึ่งการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร เป็นการเล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่าแบบอื่น แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงไปด้วย ผู้ที่เล่นหุ้นแบบนี้ก็ควรเป็นผู้ที่สามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดหุ้นได้ดี เหมาะสำหรับลงทุนในช่วงเวลาที่ดัชนีมีแนวโน้มจะขึ้นสูงไปเรื่อยๆ แต่จะยากในช่วงเวลาที่ดัชนีมีแนวโน้มจะต่ำลงไปเรื่อยๆ โดยควรคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะเด่น มีแนวโน้มจะขึ้นดี โดยการวิเคราะห์ที่มีเหตุและผล

ไม่ว่านักลงทุนจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถคาดการณ์มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้อย่างถูกต้อง นักลงทุนทำได้แค่ประเมินมูลค่าของหุ้นภายใต้สภานการณ์การเติบโตของกำไรในอนาคต คือโอกาสที่นักลงทุนจะประเมินมูลค่าหุ้นให้ถูกต้องนั้นเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการที่นักลงทุนจะขายหุ้นตัวหนึ่งเพื่อไปซื้ออีกตัวหนึ่งนั้นอาจจะไม่คุ้มค่าเลย เพราะนักลงทุนเองก็ไม่สามารถตอบได้ว่าตัวเองประเมินมูลค่าหุ้นตัวไหนได้ถูกต้องมากน้อยอย่างไร ยิ่งพอรวมต้นทุนในการซื้อขายแต่ละครั้ง ซึ่งรวมถึงภาษี  ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย และค่านายหน้าเข้าไป โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายบ่อยๆก็ยิ่งน้อยกว่าการซื้อหุ้นในบริษัทที่มีลักษณะ Wide moat แล้วก็ถือหุ้นแบบนี้ในระยะยาวเสียอีก

การซื้อหุ้น

แทนที่เราจะซื้อหุ้นตามคนส่วนใหญ่ เราควรจะซื้อหุ้นที่เราเห็นว่าราคาตลาดขณะนั้นตำกว่ามูลค่ายุติธรรม หรือมูลค่าที่แท้จริงที่เราประเมินไว้ การซื้อหุ้นแบบนี้ส่วนต่างของราคาที่จ่ายกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่ได้รับจะถือเป็นกำไรของนักลงทุน โดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องทิศทางโดยรวมของตลาดหุ้นเพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องตลอดเวลา ดังนั้นในการซื้อหุ้นนักลงทุนควรต้องฝึกฝนอย่างมีวินัยและต้องไม่กลัวว่าจะพลาดโอกาสหากไม่ซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดขึ้น ความอดทนจึงถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักลงทุน เนื่องจากหุ้นดีๆอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือนานกว่านั้นกว่าที่จะแสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่แท้จริงของมัน

Posted in ธุรกิจ | Tagged , , | Comments Off on การลงทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มไม่แน่นอน